จากกรณีที่เมื่อวานนี้ 6 ส.ค. 2569 ศาลจังหวัดนนทบุรี ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ ต้อม รชนีกร พันธุ์มณี อดีตดาราดัง ยื่นฟ้อง ปิ่น เลอลักษณ์ หรือ นางพิศพรรณ ศรีไชยยันต์ ผู้บริหารโรงพยาบาลเลอลักษณ์ กับพวกรวม 4 คน จากกรณีศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท ทำให้ใบหน้าพัง และกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน
โดยศาลมีคำพิพากษาให้ ปิ่น เลอลักษณ์ ชดใช้เป็นเงินจำนวน 7.7 ล้านบาท ขณะที่ ต้อม รชนีกร ได้มอบหมายให้ทนายความมาฟังคำพิพากษาแทน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้ว
ล่าสุด ต้อม รชนีกร ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกับสื่อมวลชน หลังจากที่ชนะคดี เผยว่า
“ความรู้สึกแรกที่ชนะคดี เราสู้มา 3 ปี เป็นจำเลยของสังคมมา 3 ปี ที่คนไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางคืออะไร ความเป็นจริงคืออะไร จริงๆ คน 2 ฝ่ายเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงคืออะไร เราโดนโจมตีมาตลอด และไม่เคยรู้ว่าความจริงคืออะไร พูดไปก็เหมือนสาดโคลนใส่กันมากกว่า ก็เลยไม่ได้พูด
แต่ตอนนี้โล่งใจแล้วได้เป็นคนปกติแล้ว ไม่ได้เดินไปตามท้องตลาดและกลับมานั่งคิดว่าคนนั้นเขาเกลียดเรารึเปล่า เราใส่แมสมาเป็นเวลา 2-3 ปี ซึ่งมันไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเลย ต้องขอบพระคุณจริงๆ ความยุติธรรมมีอยู่จริงจากการที่เราสู้มา
ผลเหตุที่เราชนะ คิดว่ามันไม่มีอะไรไปมากกว่าความจริง เราโดนกระทำอะไรบ้างที่คนเห็น และคนไม่เห็น เราคิดว่าตรงนี้โอเคแล้วสำหรับเรา”
เมื่อถามว่า อีกฝ่าย ปิ่น เลอลักษณ์ จะยื่นอุทธรณ์มองยังไง ด้าน ต้อม บอกว่า "ก็แล้วแต่พี่เขา เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับหลักฐาน และที่บอกว่าหลักฐานส่งมาช้า ทำให้ต้องมีการเลื่อนศาล เราไม่มีอำนาจที่จะขอเลื่อนศาล เราส่งทุกอย่างตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ว่าต้องส่งวันนี้ เวลานี้ เราส่งตรงทุกอย่าง เราสืบได้ใช่ไหมว่าส่งตอนไหน และที่บอกว่าที่ส่งช้า จริงๆ มันก็คือมันอยู่ในการสืบเรียบร้อยแล้ว ทางทนายบอกเป็นภาษาอังกฤษ พอประโยคนี้ถามภาษาไทยเป็นอะไร เราเลยต้องไปแปล เราอยู่ในกระบวนการเรียบร้อยแล้วค่ะ
ส่วนค่าเสียหายที่ศาลให้เขาชดเชย 7.7 ล้าน จากที่เรียกไป 50 ล้านบาทตั้งแต่เริ่มต้นเรียก 50 ล้าน เขาบอกว่าควรเรียกจำนวนนี้ แต่เราทราบอยู่แล้วว่าความเป็นจริง ศาลไม่ได้ให้จำนวนนี้หรอก เรียกตามความเป็นจริงที่ศาลจะให้ พี่เขาพูดออกสื่อด้วยจะให้ 50 ล้าน เขาพูดนะคะ เขาบอกว่าพี่จะให้
ทนายเก่าเรียกให้ 50 ล้าน ประเมินจากค่าเสียหาย เรื่องงานและอื่นๆ ค่ะ จริงๆ พี่คิดว่าพอรักษาแล้ว 50 ล้านยังไม่คุ้มกับพี่ด้วยซ้ำ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องสวยเลยนะคะ เราพูดถึงภาพที่คุณเอาไปใช้ว่าหน้าเราผิดปกตินั้นนี่มากกว่ามันเสียหาย แล้วพอไปรักษากับหมอ มันไม่ใช่ปี 2 ปีจะหาย มันเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิต
ไม่รู้จะหายหรือไม่หายด้วย ตอนนี้รักษาอยู่ ไม่ว่าจะอ้าปาก ฟันไม่ปกติ เราต้องทำไปหยุดไป เพราะเราไม่สามารถอ้าได้นานๆ มันจะปวดเบ้าตาและขมับ ทานอะไรก็ไม่ปกติ ตอนนี้หมอให้ทำกายภาพ แต่ไม่รู้จะหายไหม
ส่วนประเด็นคนกลาง เขาไม่ได้ตรวจสภาพร่างกายของพี่เลย จะเรียกว่าคนกลางในคดีนี้ไม่ได้ค่ะ แต่หมอที่รักษาเรามีค่ะ เรื่องดำเนินคดีกับคอมเมนต์ที่ดำเนินเรื่องที่ สน. มีค่ะ เคยทำค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องมานั่งบอกกับใคร เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ได้คิดตังค์ ไม่ได้คิดอะไรใดๆ เลย แต่อยากจะบอกว่าไม่ควรจะทำ แค่สั่งสอนเป็นบทเรียนว่า บางทีเสพได้ แต่อย่าเอาตัวเข้าไปลึก มองโลกจริงดีกว่า บางทีโลกโซเชียลไม่ได้ทำอะไรเราดี (ยิ้ม)”
ด้าน ทนาย เผยว่า “สิ่งที่ทำให้ชนะคดีก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เราเสนอหลักฐานให้ศาลท่านได้พิจารณา ก็สู้ตามข้อเท็จจริงทุกอย่าง และสิ่งหนึ่งที่ยากของพี่ต้อมก็คือการพิสูจน์จากทางการแพทย์ ซึ่งเราฟ้องในคดีผู้บริโภค และกฎหมายก็บัญญัติไว้ว่า ภาระพิสูจน์อยู่ที่แพทย์ ซึ่งแพทย์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การกระทำดังกล่าวไม่ไปละเมิด ไม่เป็นความผิด แต่เบื้องต้นศาลพิจารณาแล้วว่าความประมาทเกิดจากหมอ
หลักฐานสุดท้ายที่ส่งไปให้ศาลคือ ใบรับรองแพทย์ ที่ส่งสิ่งนี้ไปให้ก็เพราะว่า คุณหมอที่ทำการรักษาคุณต้อมหลังจากเกิดคดีนี้ไม่สามารถเดินทางมาได้ จึงจำเป็นต้องเสนอหลักฐานเท่าที่มี เพื่อเสนอให้เห็นว่า คุณต้อมได้ไปตรวจแล้ว หลังจากนั้นหมออีกท่านมีความเห็นอย่างไร
แต่พอสืบคดีทั้งหมดก็ไม่ได้หนักใจ คดีมีหลักฐานหลายอย่างสำคัญหมด เรื่องนี้สืบพยาน 3-4 วันเต็มๆ ถามว่าหลักฐานจำเลยจะกังวลไหมว่าจะมีน้ำหนักทำให้แพ้ ไม่กังวลเลย เพราะผมเป็นคนสู้คดี รู้ว่าต้องเอาอันไหนหักล้างอันไหน ไม่กังวลเลยครับ
ทางคู่กรณีบอกว่าถ้าแพ้คดีจะให้คุณต้อม 50 ล้าน ไม่รู้ตอนนี้นับไหม (ถามว่าตัวเลขนี้ 7.7 ล้านจะจ่ายไหม หรือจ่าย 50 ล้าน ศาลต้องดูว่าเหมาะสมตามจริงไหม ศาลมีมาตรฐานกำหนดค่าเสียหายอยู่แล้วครับ
ถ้าจำเลยฟ้องกลับที่บอกว่าจะฟ้องมากกว่า 50 ล้านเลย อันนี้ผมไม่ได้กังวล การฟ้องคดีไม่ได้ฟ้องตามอำเภอใจ กล่าวอ้างมาต้องมีหลักฐานสนับสนุน ใครๆ ก็พูดได้ ทางฝ่ายผมเองไม่ได้เกรงกลัวเลย มีการพูดถึงฟ้องกลับตั้งแต่ศาลอาญาแล้ว เรื่องนี้ยากและละเอียด ผมเพิ่งมารับก่อนสืบคดีนี้ 3 สัปดาห์ ผมต้องศึกษาหมด การรักษาและหัตถการและอื่นๆ ศึกษาเยอะมากครับ”
เมื่อถาม ต้อม ว่า มีอะไรอยากสื่อสารออกไปไหม ต้อมบอกว่า “ตอนนี้ที่อยากสื่อสารคือมันเหมือนได้ปลดล็อกกับชีวิตไปแล้ว อย่างที่บอกว่า เป็นจำเลยของสังคมมาก บางคนก็จะด่า อีเนรคุณ อีสตอ ซึ่งคำนี้มันเป็นคำที่อยู่ในใจมาตลอด และเราไม่ได้ทำ เราเป็นไปตามความเป็นจริง เราพูดตรงทุกอย่าง บางทีคนพูดตรงกลับกลายเป็นโดนพลิกว่าเป็นสตอ มันเป็นอะไรที่แย่กับชีวิตเรา 3 ปีที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้
ณ ตอนนี้เหมือนได้ปลดล็อกในระดับหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมดีกว่า แค่นี้ดีใจแล้วที่เราได้กลับมายืน ได้มาพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดและอัดอั้นมาตลอด”.
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม
