พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ทรงใหญ่ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) นั้นถือว่าเป็นพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด ในบรรดาพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณฯทั้งหมด มูลค่าเช่าหาในองค์ที่สมบูรณ์นั้น ว่ากันว่าต้องมีถึงแปดหลักขึ้นไป บางองค์ขึ้นไปถึงเก้าหลัก มีค่านิยมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับพระเครื่องทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาดพระในเวลานี้ เรียกว่าในบรรดาพระสมเด็จฯทั้งหมดที่ปกติแล้วเป็นที่ต้องการของนักสะสมในทุกพิมพ์ทรงนั้น พิมพ์ทรงนี้นั้นถือว่าเป็นสุดยอดแห่งความปรารถนาของบรรดานักสะสมก็ว่าได้
เบื้องหลังที่มาของความนิยมสูงสุดนั้นมีหลายอย่าง แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้นั้นมีการออกแบบพิมพ์ทรงที่งดงามลงตัวมากที่สุด น่าสนใจว่า ก่อนที่จะได้พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ออกมานั้น มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาอย่างไรบ้าง
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอทฤษฎีเรื่อง “การคลี่คลายทางพิมพ์ทรง” ของพระสมเด็จฯ โดยนำเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯกลุ่มพิมพ์ทรงมาตรฐาน ที่แกะแม่พิมพ์โดยช่างทองหลวงนั้น น่าจะเริ่มแกะกลุ่มพิมพ์ทรงฐานแซมเป็นพิมพ์แรก โดยมีการใช้พระพุทธรูปสำคัญ คือพระพุทธสิหิงค์เป็นแม่แบบ สังเกตจากลักษณะการนั่งแบบขัดสมาธิเพชร (องค์จริงที่ประดิษฐานที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และที่หอพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแบบปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชร ส่วนองค์ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นั้นเป็นปางสมาธิ แบบขัดสมาธิราบ) ในการออกแบบ ยังได้รับอิทธิพลมาจากพระสมเด็จวัดเกศไชโยที่มีลักษณะเป็นแบบ ลอยตัว (เข้าใจว่าที่ช่างเลือกออกแบบให้มีลักษณะแบบขัดสมาธิเพชร มากกว่าที่จะเป็นแบบขัดสมาธิราบนั้น เนื่องจากแบบขัดสมาธิเพชรนั้นเข้ากับลักษณะของฐานที่มีลักษณะชลูด ลอยตัว มากกว่า) ซึ่งลักษณะเด่นสองอย่างนี้ ทำให้พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้มีความแตกต่างจากพิมพ์ทรงอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด หรือเรียกว่า “ไม่เข้าพวก” กับพิมพ์ทรงอื่น พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้นั้นส่วนมากมักมีลักษณะตื้น สะโอดสะอง มีการแกะพิมพ์แบบไม่ประณีตนัก เป็นเหมือนกับการเริ่มทดลองแกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯของช่างทองหลวง มักพบมวลสารเป็นจำนวนมาก มีการพบเจอมากที่สุดในบรรดาพระสมเด็จวัดระฆังฯทั้งหมด นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ได้แบ่งพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ออกเป็น 4 พิมพ์ทรงย่อย
จากนั้นจึงน่าจะเป็นการแกะแม่พิมพ์ในกลุ่มพิมพ์ทรงเกศบัวตูม ตามด้วยกลุ่มพิมพ์ทรงเจดีย์ โดยที่ทั้งสองพิมพ์ทรงนี้มีการแกะแม่พิมพ์แบบประณีต โดยน่าจะใช้ องค์พระแก้วมรกต เป็นแม่แบบในการออกแบบพิมพ์ทรง จะเห็นว่าองค์พระมีความล่ำสันคล้ายองค์พระแก้วมรกต และยังมีลักษณะอีกหลายอย่างที่คล้ายกับการทรงเครื่องทรงฤดูฝน พิมพ์ทรงมีการย่อตัว องค์พระมีการทิ้งน้ำหนักตัวลงบนฐานที่รองรับอย่างสมดุล สำหรับพิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้นมีลักษณะทรงเครื่องมากและมีความสมมาตร ในขณะที่พิมพ์ทรงเจดีย์มีความคลี่คลายทางพิมพ์ทรงมากกว่าและมีการใช้เทคนิคการออกแบบแม่พิมพ์แบบ “ทัศนียภาพ” หรือแบบมีมิติตามที่ตาเห็นจริงเข้าไปในองค์พระในบางตำแหน่งอีกด้วย พระสมเด็จฯสองพิมพ์ทรงนี้มักมีความหนากว่าพิมพ์ทรงอื่น โดยพิมพ์เกศบัวตูมมักมีมวลสารมากกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์ นิรนามได้แบ่งพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูมออกเป็น 2 พิมพ์ย่อย ส่วนพิมพ์ทรงเจดีย์นั้นแบ่งเป็น 5 พิมพ์ย่อย (องค์ที่โด่งดังมากคือองค์ “เจ๊แจ๋ว” ซึ่งเป็นพิมพ์ย่อยที่ 2) พิมพ์ทรงเกศบัวตูมนั้นพบเจอได้น้อยมาก รองจากพิมพ์ทรงปรกโพธิ์
การคลี่คลายทางพิมพ์ทรง ยังมีการดำเนินต่อไปโดยส่งผ่านไปยัง พระสมเด็จพิมพ์ทรงใหญ่ ที่น่าจะมีการแกะแม่พิมพ์เป็นลำดับถัดไป และเป็นพิมพ์ทรงมาตรฐานพิมพ์ทรงสุดท้ายที่เป็นการออกแบบอย่างเป็นทางการของวัดระฆังฯ (ไม่นับพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ที่น่าจะเป็นการออกแบบพิมพ์ทรงแบบเฉพาะกิจ มีผู้กล่าวว่าเป็นการดัดแปลงมาจากพิมพ์ทรงฐานแซมและพิมพ์ทรงเกศบัวตูม) โดยเป็นการพัฒนาทางพิมพ์ทรง ขั้นสูงสุด เป็นจุดตัดที่ลงตัว ระหว่างองค์ความรู้ในการออกแบบพุทธศิลป์พิมพ์ทรงที่ได้รับการถ่ายทอดมาแต่โบราณ กับองค์ความรู้สมัยใหม่ในตอนนั้น เริ่มจาก พุทธศิลป์ล้านนา (เชียงแสนสิงห์หนึ่ง) ของพระพุทธสิหิงส์ ที่เป็นแม่แบบของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงฐานแซม ต่อเนื่องมาถึง พุทธศิลป์ล้านนาตอนปลาย (หรือสกุลช่างศิลปะก่อนเชียงแสนถึงเชียงแสน) ขององค์พระแก้วมรกต ที่เป็นแม่แบบของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม และพิมพ์ทรงเจดีย์ จนมาถึง พุทธศิลป์สุโขทัย และพุทธศิลป์อู่ทอง ของพระประธานยิ้มรับฟ้า วัดระฆังโฆสิตาราม ที่เป็นแม่แบบของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ (พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่บางพิมพ์ทรงย่อยนั้นมีลักษณะผสมผสานของพุทธศิลป์อู่ทองและพุทธศิลป์สุโขทัย)
เกิดเป็นจุดตัดที่ลงตัว กับองค์ความรู้สมัยใหม่ของช่างทองหลวงที่ได้รับการถ่ายทอดจากตะวันตก เช่นเรื่องของ “ทัศนียภาพ” ที่ช่างได้มีการผสมผสานเข้าไปในการออกแบบองค์พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่เต็มรูปแบบ ทำให้พระพิมพ์ทรงนี้มีลักษณะไม่สมมาตร องค์พระมีลักษณะเหมือนกับตะแคงไปข้างขวาองค์พระ เส้นกรอบบังคับพิมพ์ด้านซ้ายมือองค์พระวิ่งลงมาชนเส้นซุ้มบริเวณข้อศอกพระ ฯลฯ ดังที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ได้เคยนำเสนอมาบ้างแล้ว) ทำให้เกิดความลงตัว เข้ากับยุคสมัย ได้พระสมเด็จฯวัดระฆังฯพิมพ์ทรงที่มีความงดงามมากที่สุด ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการพระเครื่อง ถ้าพระสมเด็จฯนั้นเป็นจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นี้ย่อมถือได้ว่าเป็น “มหาจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง” เลยทีเดียว
นิรนาม ได้แบ่งพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่ออกเป็น 4 แบบ คือพิมพ์พระประธาน พิมพ์อกวี พิมพ์อกกระบอก และพิมพ์เกศทะลุซุ้ม โดยได้รับการยึดถือเป็นแบบอย่างในวงการ ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้มาเป็นเวลายาวนาน อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์PulseWire ได้แบ่งออกเป็น 6 พิมพ์ย่อย ได้แก่ พิมพ์เขื่อง พิมพ์โปร่ง พิมพ์ชะลูด พิมพ์ป้อม พิมพ์สันทัด พิมพ์ย่อม อ้างอิงตามแนวทางของ ตรียัมปวาย โดยมีการอธิบายขยายความอย่างน่าสนใจ ครูอาจารย์บางท่านบอกว่า เฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่นี้ สามารถแยกแยะออกมาได้สิบกว่าพิมพ์ย่อย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการพิจารณาทางพิมพ์ทรงที่มาจากความรู้ประสบการณ์อันยาวนาน อย่างไรก็ตาม “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตเสนอว่า พระสมเด็จพิมพ์ทรงใหญ่นี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากพิมพ์ทรงอื่น หรืออาจเรียกว่าเป็นงานศิลปกรรมชั้นครู มีความประณีตมาก เป็นพิมพ์ทรงที่ช่างทองหลวง ตั้งใจแกะให้มีความงดงามที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการซ่อนเชิงช่างเอาไว้มากมาย แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ถึงแม้จะมีบล็อกแม่พิมพ์สร้างออกมาหลายบล็อก แต่การแกะแม่พิมพ์ในทุกบล็อกของช่างนั้นกลับมีความเคร่งครัดต่อรูปแบบพิมพ์ทรง (หรือที่ช่างในปัจจุบันเรียกว่า ดรอว์อิ้ง) เป็นอย่างมาก ถึงแม้อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันบ้าง เช่น บางพิมพ์ย่อยอาจแกะพระเศียรทะลุซุ้ม หรือบางพิมพ์ย่อยช่างอาจแกะเส้นแซมใต้ตักให้เห็นอย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาองค์รวมแล้วนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตเสนอว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ ทุกบล็อกแม่พิมพ์นั้น อาจถือว่า ช่างได้แกะแม่พิมพ์ตาม “รูปแบบพิมพ์ทรง” หรือ “ดรอว์อิง” ที่ออกแบบไว้เพียงแบบเดียวเท่านั้น ได้หรือไม่
บทส่งท้าย
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่นั้น ถือว่าเป็นงานศิลปกรรมชั้นครู ที่มีความประณีต มีการผสมผสานองค์ความรู้ของพุทธศิลปกรรมแบบโบราณ มีการคลี่คลายทางพิมพ์ทรงตามลำดับ จนในที่สุดสามารถผสมผสานองค์ความรู้โบราณ เข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ในขณะนั้นได้อย่างลงตัว เข้ากับยุคสมัย มีงดงามและเป็นที่นิยมมากที่สุด หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “มหาจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง” ศาสตร์แห่งพระสมเด็จฯยังเชื่อด้วยว่า ด้วยความที่เป็นงานศิลปกรรมโบราณชั้นครูของไทย ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว และมีจำนวนที่จำกัด พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต โดยเฉพาะพระสมเด็จวัดระฆังฯ น่าจะไม่ได้เป็นที่ต้องการเฉพาะคนไทยหรือคนในภูมิภาคใกล้เคียงเท่านั้น แต่จะต้องขึ้นชั้นเป็น “ของหายากที่มีมูลค่าระดับสูงของโลก” อย่างแน่นอนในอนาคต
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียง แนวทางพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ ของ นิรนาม ที่มีการยอมรับกันในวงการพระเครื่องมาเป็นเวลายาวนาน โดยได้สรุป ตำหนิสำคัญ 11 ประการ ไว้ในนิตยสารพรีเชียส สเปเชียล ของอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2539 ดังต่อไปนี้
ตำหนิที่ 1 กรอบนอกองค์พระสี่ด้าน เป็นเส้นนูน เฉพาะเส้นกรอบด้านซ้ายองค์พระ แล่นลงมาถึงระหว่างข้อศอกองค์พระ แล้วจมหายไปกับเส้นซุ้ม
ตำหนิที่ 2 กรอบแม่พิมพ์ด้านขวา (องค์พระ) เป็นเส้นนูนแล่นลงมาตลอด ชิดกับเส้นซุ้มด้านล่างสุด
ตำหนิที่ 3 เส้นซุ้มเรือนแก้ว เป็นเส้นค่อนข้างใหญ่นูน คล้ายเส้นหวายผ่าซีก ด้านในเส้นซุ้มเป็นเส้นตั้งจากพื้น พื้นองค์พระนอกเส้นซุ้มจะเทลาดเอียงเล็กน้อย
ตำหนิที่ 4 พระพักตร์ เป็นเหมือนผลมะตูม
ตำหนิที่ 5 มีหูทั้งสองข้าง แต่บางองค์ติดไม่ชัด
ตำหนิที่ 6 ตรงส่วนโค้งลำแขนติดหัวไหล่ หัวไหล่ขวาจะมีเนื้อหนากว่าหัวไหล่ซ้าย
ตำหนิที่ 7 หัวเข่าซ้ายองค์พระ นูนสูงกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 8 หัวเข่าขวาจะนูนต่ำกว่าหัวฐานชั้นแรก
ตำหนิที่ 9 องค์พระจะหันตะแคงไปทางด้านขวามือองค์พระเล็กน้อย และฐานชั้นที่ 1 2 3 จะหันไปทางซ้ายมือองค์พระ สลับกันกับการตะแคงขององค์พระ
ตำหนิที่ 10 พื้นผนังระหว่างฐานทั้งสามชั้น พื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 1 กับฐานชั้นที่ 2 สูงเสมอกับพื้น ส่วนพื้นผนังระหว่างพระเพลากับฐานชั้นที่ 1 และพื้นผนังระหว่างฐานชั้นที่ 2 กับฐานชั้นที่ 3 จะสูงกว่าพื้นผนังองค์พระ
ตำหนิที่ 11 พื้นนอกซุ้มจะสูงกว่าพื้นในซุ้มเล็กน้อย จนดูแทบไม่เห็น ต้องตะแคงพระดูจึงพอเห็นเป็นเส้น
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูป พระสมเด็จวัดระฆังฯ องค์ครูอีกองค์หนึ่ง เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระท่านปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ ที่มีความงดงาม ผ่านการใช้งานพอสมควร ทำให้ผิวพระเกิดความซึ้ง เนื้อหนึกแกร่งผสมหนึกนุ่ม ปรากฏรอยแตกลายงา มีวรรณะน้ำตาล มีเศษรักสีออกทับทิมปรากฏทั่วไปตามผิวพระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตัดขอบชิดกรอบบังคับพิมพ์ ทำให้เห็นกรอบแม่พิมพ์ด้านซ้ายมือองค์พระไม่ชัดนัก มีองค์ประกอบพระสมเด็จฯแท้ ทั้ง 3 อย่างปรากฏให้เห็น คือเม็ดพระธาตุ รอยหนอนด้น และรอยรูพรุนเข็ม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ มีรอยยุบย่นแยก รอยริ้วระแหงให้เห็น รอยปูไต่ (รอยปริกะเทาะตามขอบ) ไม่ชัดเจนนัก อาจเกิดจากการฝนขอบ มีร่องรอยคล้ายการเข้ากรอบด้านหลัง เห็นเป็นลักษณะคล้ายใบโพธิ์ เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ติดตามอ่านบทความอื่นเพิ่มเติมได้ที่คอลัมน์ ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน
เพจเฟซบุ๊ก –
