เปิดกระบวนการคัดกรองสุขภาพจิตผู้ต้องขังก่อนปล่อยพ้นเรือนจำ มีรอยรั่วตรงไหน ทำไมเกิดเคส “ไอ้ป๋อง” ออกมาก่อเหตุซ้ำ  

จากคดีสุดสะเทือนขวัญ ของ “ป๋อง” ฆ่าฝังดิน 5 ศพ อีกประเด็นที่ผู้คนสงสัยและตั้งคำถาม คือ ราชทัณฑ์ปล่อยตัวคนที่มีพฤติกรรมเหี้ยมโหดแบบนี้ออกมาเป็นอันตรายต่อสังคมได้อย่างไร กระบวนการคัดกรองและประเมินความอันตรายต่อสังคมภายนอกหลังการปล่อยตัวออกมามีปัญหาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ได้มีการออกข่าวแถลงการณ์แล้วว่า ก่อนปล่อยตัวนายป๋องนั้น ได้มีการประเมินความเสี่ยงตามที่กฎหมาย พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ (JSOC) กำหนดครบทุกขั้นตอน และตลอดระยะเวลาการรับโทษผู้ต้องขังดังกล่าวมิได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษ หรือการลดวันต้องโทษแต่อย่างใด เป็นการพ้นโทษเมื่อครบกำหนดตามคำพิพากษาของศาล

ทั้งนี้ ก่อนครบกำหนดโทษ กรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงของผู้ต้องขังตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยคณะกรรมการชั้นเรือนจำ ประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้แทนสำนักงานคุมประพฤติจังหวัด ผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนเจ้าพนักงานปกครองจังหวัด และผู้แทนสาธารณสุขหรือโรงพยาบาล ร่วมกันพิจารณาเสนอใช้มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ (JSOC) ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 

เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ตามมาตรา 16 เสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการจังหวัดยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ตามมาตรา 24 ต่อมาศาลจังหวัดระยองได้ไต่สวนคำร้อง เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 และมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เป็นเวลา 2 ปี

อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการการปล่อยตัวเป็นไปตามกฎหมาย แต่อดีตผู้ต้องขังรายนี้เมื่อออกมายังก่อเหตุซ้ำอีก นั่นแสดงว่า การประเมินผู้กระทำความผิดก่อนปล่อยยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่?

ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล นักอาชญาวิทยาและอดีตอาจารย์ด้านอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า แท้จริงแล้วกรมราชทัณฑ์ มีการดำเนินการประเมินและคัดกรองผู้กระทำผิดทั้งวงจร คือ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

การประเมินต้นทางหรือต้นน้ำ คือ เมื่อมีการรับตัวนักโทษเด็ดขาดเข้ามาในเรือนจำแล้ว ขั้นตอนการรับตัวผู้ต้องขังใหม่ ประกอบด้วยการตรวจสอบเอกสารสำคัญและยืนยันตัวบุคคล เช่น หมายจำคุก บัตรประจำตัวประชาชน และทำการเปรียบเทียบลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวบุคคลอย่างถูกต้อง มีการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรค ป้องกันการแพร่ระบาด และประเมินสภาพร่างกาย บันทึกภาพถ่าย เช่น รอยบาดแผลก่อนเข้าเรือนจำ เป็นต้น ที่สำคัญคือมีการประเมินสภาพจิตใจ โดยเจ้าหน้าที่จิตวิทยาจะทำการประเมินสภาพจิตใจของผู้ต้องขังใหม่ เพื่อระบุปัญหาและให้คำแนะนำในการปรับตัวเข้ากับชีวิตในเรือนจำ

แต่ส่วนนี้ ของไทยจะเป็นการแค่ตรวจประเมินเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพราะหากตรวจละเอียดแล้ว หากพบมีปัญหาทางจิตก็ต้องไปสู่กระบวนการอื่นๆ ซึ่งจะมีความยุ่งยากในการหาสถานบำบัด การคุมตัว และการรักษาความปลอดภัย ดังนั้นจึงเป็นการประเมินแค่เบื้องต้นและเพื่อลดความเครียดให้สามารถปรับตัวปรับใจได้เป็นหลัก และเฝ้าระวังการฆ่าตัวตาย

ต่อมาเมื่ออยู่ในเรือนจำสักระยะก็จะมีการดำเนินการคัดกรอง “กลางน้ำ” คือวัดและประเมินเน้นสุขภาพจิตผู้ต้องขังแรกรับ ผู้ต้องขังเก่า และผู้ต้องขังใกล้พ้นโทษ โดยใช้แบบประเมิน 4-5 แบบ คือ

1. PMHQ-Thai โดย PMHQ ย่อมาจาก Prisoner Mental Health Questionnaire - Thai หรือแบบประเมินภาวะสุขภาพจิตสำหรับต้องเฝ้าระวังในเรือนจำไทย เพื่อวัดอาการ ความรู้สึก และพฤติกรรมและประเมินเน้นว่าสุขภาพจิตปัจจุบันเป็นอย่างไร

2. การตรวจโดยแบบคัดกรองโรคซึมเศร้าและแบบประเมินการฆ่าตัวตาย (2Q, 9Q, 8Q) เป็นเครื่องมือมาตรฐานของกรมสุขภาพจิต ใช้ประเมินและคัดกรองภาวะโรคซึมเศร้าและความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วัดว่ารู้สึกหดหู่ เศร้า หรือท้อแท้สิ้นหวังหรือไม่ รู้สึกเบื่อ ทำอะไรก็ไม่เพลิดเพลินหรือไม่ มีภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า ระดับใด

3. การใช้แบบคัดกรองโรคจิต (Psycho test) แบบคัดกรองโรคจิตตามแนวทางของกรมสุขภาพจิต ใช้ประเมินอาการเบื้องต้นโดยสังเกตพฤติกรรมหรือสอบถามอาการสำคัญ เช่น อาการหวาดระแวง หูแว่ว ภาพหลอน หรือพฤติกรรมแปลกแยก มีอาการก้าวร้าว วุ่นวาย หรือแยกตัวออกจากสังคมอย่างชัดเจน หากได้คะแนนรวมตั้งแต่ 1 คะแนนขึ้นไป ถือว่ามีความเสี่ยงและควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดต่อไป

“ตรงนี้แหละที่จะแยกพวกโรคจิตออกมาได้ ถ้าผลมันชัดเจน แต่ในการศึกษาพบว่าการประเมินผู้ต้องขังแบบนี้เผชิญกับความท้าทายและมีปัญหาในการประเมินผู้ต้องขังหลายประการ ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการประเมินทางจิต ภาระงานของเจ้าหน้าที่ที่สูงจนทำให้เวลาและคุณภาพของการประเมินแต่ละครั้งมีจำกัด อีกทั้งแต่ละคนที่ให้คะแนนใช้เครื่องมือที่ไม่เป็นกลางหรือมีอคติ ที่สำคัญมากๆ คือ ความไม่ไว้วางใจที่ผู้ต้องขังมีต่อระบบ ผู้ต้องขังมักปกปิดอาการหรือปฏิเสธการให้ความร่วมมือ เพราะกลัวว่าหากเปิดเผยอาการจะส่งผลเสียต่อระดับการคุมขัง การปล่อยตัวชั่วคราว หรือความปลอดภัยของตน และการขาดแคลนทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตหรือความต้องการทางการแพทย์ที่ระบุไว้ ข้อบกพร่องเหล่านี้อาจนำไปสู่การจำแนกประเภทผิดพลาด”

4. ใช้แบบคัดกรองสุรา Audit, AWS เรียกย่อ ๆ ว่า AUDIT คือแบบคัดกรองพฤติกรรมการดื่มสุรา (Alcohol Use Disorders Identification Test) ซึ่งพัฒนาโดยองค์การอนามัยโลก มี 10 ข้อ ใช้ประเมินระดับความเสี่ยง ส่วน AWS คือแบบประเมินอาการขาดสุรา (Alcohol Withdrawal Scale) ใช้ประเมินความรุนแรงทางร่างกายเมื่อหยุดดื่ม อันนี้ก็จะเน้นพวกผู้ต้องขังประเภทที่เป็นพวกดื่มสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

5.ใช้แบบคัดกรองการใช้สารเสพติด V.2 แบบคัดกรอง V.2 ยาเสพติด คือเครื่องมือประเมินของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจำแนกผู้ใช้สารเสพติดเป็น 3 ระดับ ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้ กลุ่มผู้เสพ และกลุ่มผู้ติด เพื่อส่งต่อเข้าสู่การบำบัดรักษาที่เหมาะสม ตามระบบคัดกรองและส่งต่อผู้ต้องขังที่ใช้ยาและสารเสพติดเพื่อรับการบำบัดรักษา กรมราชทัณฑ์ (บคก. รท) (โดยดัดแปลงจากแบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่ใช้ยาและสารเสพติดเพื่อรับการบำบัดรักษา กระทรวงสาธารณสุข (บคก.กสธ.) V.2) นำมาใช้ในการคัดกรองผู้ต้องขังทุกราย เพื่อให้การประเมินและคัดกรองผู้ต้องขังทุกรายเป็นไปตามมาตรฐาน และให้ผู้ต้องขังที่มีผลการคัดกรองว่ามีผลกระทบจากการใช้สารเสพติดได้รับการบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างเหมาะสม

ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล  นักอาชญาวิทยา
ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล นักอาชญาวิทยา

ส่วนของการตรวจคัดกรองและประเมินสุดท้าย คือ การประเมินความเสี่ยงตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 (JSOC) คือกระบวนการวิเคราะห์และจำแนกผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ก่อนพ้นโทษ เพื่อหาบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงในการกลับมาทำผิดซ้ำ นำไปสู่การเสนอศาลสั่งคุมขังหรือเฝ้าระวังความปลอดภัยให้แก่สังคม เป็นการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม สภาพจิตใจ พฤติกรรมระหว่างรับโทษ และโอกาสในการก่อเหตุซ้ำ แต่เน้นที่เป้าหมาย คือ นักโทษเด็ดขาดในคดีเกี่ยวกับเพศ ความรุนแรงถึงชีวิต หรือคดีสะเทือนขวัญ

ในต่างประเภทการคัดกรองแบบนี้ก็จะมีการเพิ่มลงรายละเอียดในเชิงการตรวจร่างกายทางคลินิกอย่างเป็นทางการ ดำเนินการโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาด้านนิติเวช เพื่อประเมินสภาพจิตใจ ระดับความเสี่ยง และความจำเป็นในการรักษาของผู้ต้องขัง

มีการคัดกรองเบื้องต้นหรือการตรวจสอบเบื้องต้นอย่างสั้นๆ เมื่อผู้ต้องขังเข้าสู่เรือนจำหรือทัณฑสถาน เพื่อตรวจหาอาการทางจิตเวช ภาวะซึมเศร้ารุนแรง หรือความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในทันที และการประเมินความสามารถที่จะพิจารณาว่าผู้ต้องขังเข้าใจกระบวนการทางกฎหมายและสามารถช่วยเหลือตนเองในการแก้ต่างคดีได้หรือไม่ และการประเมินข้อแก้ตัวเรื่องความวิกลจริตเพื่อประเมินสภาพจิตใจของบุคคลในขณะที่กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา เพื่อดูว่าพวกเขาเข้าใจถึงลักษณะของการกระทำนั้นหรือไม่ รวมทั้งการประเมินความต้องการและความเสี่ยงโดยประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อตนเองหรือผู้อื่น และความเหมาะสมในการเข้ารับการรักษาหรือการส่งตัวไปโรงพยาบาล

แต่ในต่างประเทศนั้น ส่วนประกอบสำคัญจะมีการประเมินการวินิจฉัยทางคลินิกเพื่อการระบุความผิดปกติที่กำลังแสดงออก เช่น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง หรือโรคอารมณ์สองขั้ว ประเมินการทำงานของสมองเพื่อการทดสอบความสามารถในการใช้เหตุผลขั้นพื้นฐาน สติปัญญา และการรับรู้ความเป็นจริง และมีการพิจารณาประวัติพฤติกรรม คือ ค้นและตรวจสอบประวัติการรักษาทางจิตเวชในอดีต พฤติกรรมทางอาชญากรรม และการตอบสนองต่อการรักษาที่ผ่านมา. การตรวจสอบมีการตรวจการแสร้งป่วย เพื่อการคัดกรองเพื่อดูว่านักโทษกำลังกล่าวเกินจริงหรือแสร้งทำอาการป่วยทางจิตเพื่อผลประโยชน์อื่น เช่น เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษหรือการย้ายไปที่อื่น 

“เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว มีการตรวจคัดกรองพวกผู้ต้องขังที่มีปัญหาด้านจิตเวชจริง แต่เป็นเพียงการตรวจสุขภาพจิตทั่วไปว่าอยู่ในระดับไหน ถ้าพบว่าเข้าขั้นหนักจึงจะมีการนำเอาไปตรวจละเอียดเชิงคลินิกหรือนิติเวช ส่วนนี้ที่เป็นปัญหา เพราะการตรวจหาพวกที่เป็นจิตเภทหรือพวก Psychopath นั้น ยากในการวินิจฉัย โดยเฉพาะพวกแฝงเร้น หรือเป็นโรคจิตเภทในระดับที่ยังไม่เข้มข้น เพราะคนเหล่านี้มีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป รู้จักการปรับตัว 

ในรายของป๋องก็เช่นเดียวกัน เมื่อเข้ามาเป็นนักโทษเด็ดขาดได้รับการคัดกรองเบื้องต้น ย่อมไม่พบปัญหาการเป็นโรคจิต ต่อมาเมื่ออยู่ในเรือนจำมีการตรวจและประเมินหลากหลายที่เป็นการตรวจทางสุขภาพจิตตามแบบที่เราว่ากันมาแล้ว หากป๋องมีปัญหาทางจิต หรือจิตเภทที่ไม่เข้มข้น ก็จะไม่ได้ถูกคัดแยกออกมาเป็นพิเศษเพื่อตรวจซ้ำ”

มีรายงานการศึกษาวิจัยถึงปัญหาในการตรวจประเมินจากภาพรวม พบว่า ไม่สามารถจำแนกได้ว่า การที่ผู้ต้องขังมีภาวะร่วมทางจิตเวชสูง แบบที่ซ้อนทับกัน เช่น การถอนสารเสพติด ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล ทำให้การวินิจฉัยที่ชัดเจนทำได้ยากในระหว่างการรับผู้ป่วยครั้งแรก เมื่อรับเข้ามาพบว่า ผู้ต้องขังที่มีปัญหาจิตเวชแบบประเภท โรคสองขั้ว หรือ Bipolar, กลุ่มบุคลิกภาพแปรปรวน และกลุ่มจิตเภทแบบไซโคพาธที่ไม่รุนแรงนั้นตรวจพบได้ยากมาก บางครั้งผลการตรวจออกมาไม่ชัดเจน ไม่สามารถฟันธงได้

คนเหล่านี้แม้มีอาการแบบจิตเภท แต่รู้จักปรับตัว พยายามใช้ชีวิตปกติในเรือนจำ อาจจะมีการก่อเหตุอยู่บ้างแต่เรือนจำยังดูแลและบริหารจัดการได้ เช่น กรณีนายสมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่อง 6 ศพ ที่พบว่าเมื่ออยู่ในเรือนจำมีความประพฤติเรียบร้อย ไม่สร้างปัญหา จึงไม่ได้เป็นจุดสนใจมากนัก เช่นเดียวกันหากตรวจนายป๋องในทางจิตเวช ก็น่าจะไม่สามารถระบุได้แบบชัดเจน เรียกว่า ลอดช่องมาทั้งต้นน้ำและกลางน้ำ ดังนั้นหากไม่มีอะไรเป็นพิเศษก็จะเป็นเสมือนพิธีกรรมในระบบ

พอมาปลายน้ำ ก่อนปล่อยตัวออกจากเรือนจำ แม้นายป๋องจะเข้าข่ายนักโทษเด็ดขาดในคดีเกี่ยวกับเพศ ความรุนแรงถึงชีวิต หรือคดีสะเทือนขวัญที่ต้องประเมินความเสี่ยงตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 (JSOC) แต่เพราะศาลจังหวัดระยองได้ไต่สวนคำร้อง เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 และมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เป็นเวลา 2 ปี แต่จุดบกพร่อง น่าจะอยู่ที่ความหย่อนยานในการดำเนินการเฝ้าระวังที่อาจไม่จริงจังและเข้มข้นจริง ซึ่งตัวอย่างของนายป๋อง น่าจะเป็นบทเรียนในการบังคับใช้กฎหมายใหม่ตาม พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ต้องมาเคร่งครัดและเอาจริงเอาจังในการเฝ้าระวังและการป้องกันให้เข้มงวดกว่านี้