“มิน อ่อง หล่าย” เยือนไทยทางการ พูดคุย “ปัญหา 7 ประการ” ความสำเร็จทางการทูตเมียนมา ได้ประโยชน์เหนือกว่า ใช้ไทยสร้างความชอบธรรมหลังเลือกตั้ง เป็นสะพานกลับสู่อาเซียน 

ผลการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย แห่งเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนจะตอบโจทย์ของรัฐบาลในกรุงเนปิดอว์ ที่เพิ่งชุบตัวเป็นพลเรือนหลังการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม-มกราคมที่ผ่านมา มากกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์อย่างที่ฝ่ายไทยต้องการ เพราะปมปัญหาที่เกิดจากสงครามกลางเมืองภายในเมียนมา มีมากมายและยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่าจะแก้ไขได้ง่ายๆ ดังนี้

ประการแรก ปัญหาความมั่นคงแบบดั้งเดิม 

อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการทางทหารส่งผลกระทบข้ามแดนมาก่อความเสียหายและผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนบริเวณใกล้เคียงกับเขตที่มีการสู้รบ เพราะจะปรากฏว่ามีกระสุนปืนใหญ่หรือการโจมตีทางอากาศพลัดหลงมาตกในเขตไทย เฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับเมียวดีในรัฐกะเหรี่ยง เช่น บ้านห้วยมหาวงศ์ บ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประชาชนในพื้นที่ต้องหวาดผวากับการสู้รบ โรงเรียนมักจะต้องปิดบ่อยๆเพื่อให้เด็กได้ปลอดภัยจากลูกหลงที่จะพลัดหลงมา 

ผลการเยือน: มีการกล่าวถึงความร่วมมือทางด้านความมั่นคง ปรากฏอยู่ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างประธานาธิบดี มิน อ่อง หล่าย และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ข้อ 3.1.4 ที่ว่า ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามบรรลุเป้าหมายในการทำให้ชายแดนมีสันติภาพและเสถียรภาพ แต่ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าทั้งสองฝ่ายมีแผนในการดำเนินการและการปฏิบัติอย่างไร

ประการที่สอง ปัญหาผู้อพยพและเคลื่อนย้ายถิ่น 

ความไม่สงบ วิกฤตการณ์และสงครามกลางเมืองในเมียนมาเป็นปัจจัยผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากอาจจะราว 5 ล้านคนหรือประมาณ 10 % ของประชากรเมียนมาทั้งประเทศย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งทางการไทยได้คัดแยกเป็นหลายประเภทดังนี้คือ  

1) ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) เป็นกลุ่มที่รัฐไทยยอมรับอย่างเป็นทางการในฐานะ ผู้หนีภัยการสู้รบ (แต่จะไม่ใช้คำว่า “ผู้อพยพ” เพื่อไม่ให้ตรงกับคำนิยาม refugee ตาม UN Convention) และจัดให้อยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ปัจจุบันมีจำนวน 77,895 คน กระจายอยู่ใน 9 ค่ายพักพิง 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และ ราชบุรี

2) ผู้หนีภัยความไม่สงบจากเมียนมา (ผภสม.) เป็นกลุ่มที่หลบหนีเข้ามาภายหลังการรัฐประหารปี 2564 ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบค่าย แต่อาจจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในที่พักพิงชั่วคราว (ก่อนการผลักดันกลับ) และบางส่วนอาจจะหลบซ่อนหรือกระจายตัวอยู่ในชุมชน เมืองชายแดน และพื้นที่เศรษฐกิจทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะปะปนกับผู้ลี้ภัยทางเศรษฐกิจ (economic migrant) มีอยู่ทั้งแบบถูกและผิดกฎหมายหลายล้านคน อีกทั้งมีสถิติจากการสำรวจของ NGOs ที่ทำงานพื้นที่ว่าผู้หนีภัยความไม่สงบมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดต้องไปหารายได้เลี้ยงชีพด้วยการทำงานใน Scam Cities ทั้งหลายที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย

3) แรงงานต่างด้าว รายงานล่าสุดของกระทรวงแรงงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ปรากฏว่าประเทศไทยได้อนุญาตให้แรงงานจากเมียนมาทำงานในประเทศไทยอย่างน้อย 3.48 ล้านคน หรือราว 79.5% ของแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั้งหมด 4.37 ล้านคน

ในจำนวนนี้มีเพียง 179,787 คนเท่านั้นที่อยู่ในระบบ MOU คือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานที่รัฐบาลไทยและเมียนมาได้ลงนามเอาไว้เมื่อทศวรรษก่อน ส่วนใหญ่คือประมาณ 3.4 ล้านคนได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีในปี 2567-2568 ที่อนุญาตให้จดทะเบียนในประเทศไทยโดยการพิสูจน์สัญชาติและแรงงานที่ไป-กลับตามฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม นับแต่ทางการเมียนมามีการบังคับใช้กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารเมื่อปี 2567 เพื่อเกณฑ์ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18-35 ปีไปเป็นทหารทำให้แรงงานพเมียนมาจำนวนมากหลีกเลี่ยงการแสดงตัวเพื่อพิสูจน์สัญชาติ ด้วยเกรงว่าจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อทำสงครามกับกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มอื่นๆ ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นอยู่ในปัจจุบัน

ผลการเยือน: ไม่มีการกล่าวถึงผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยทั้งสองประเภท แต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านแรงงานและความตกลงเรื่องการจ้างงาน แต่ก็เป็นการต่ออายุเอกสารเดิมที่ทำกันเอาไว้ก่อนหน้า คาดว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของความร่วมมือและการจ้างงานใดๆ

ที่สำคัญที่สุดในเอกสารเกี่ยวกับแรงงานได้เน้นย้ำว่า “การใช้กฎหมาย การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ โดยแรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศผู้รับโดยไม่เข้าร่วมหรือแทรกแซงในกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจการภายในประเทศผู้รับ รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของทั้งสองประเทศ” ซึ่งดูเหมือนจะไม่ช่วยให้แรงงานที่กลัวการถูกเกณฑ์ทหารคลายความวิตกกังวลได้เลย นั่นก็หมายความว่าจำนวนไม่น้อยอาจจะสมัครใจอยู่นอกระบบต่อไป

ประการที่สาม ปัญหาอาชญากรรมข้ามแดน 

อันได้แก่ การค้ายาเสพติด ค้าอาวุธและค้ามนุษย์ รวมตลอดถึงปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดในเวลานี้คือ สแกมเมอร์ ที่ปรากฏตัวอย่างหนาแน่นในพื้นที่บริเวณชายแดนของสองประเทศ ภาวะสงครามกลางเมือง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายในเมียนมาเป็นไปอย่างยากลำบากส่งผลให้กิจกรรมนอกกฎหมายและเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้เติบโตอย่างมากในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา แม้จะปรากฏว่ามีการปราบปรามอย่างหนักแต่เครือข่ายเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายหลบเลี่ยง ปรับตัวและฟื้นตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ผลการเยือน: แถลงการณ์ร่วมข้อ 1.3.5 ระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะกระชับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเฉพาะอย่างยิ่ง การค้ายาเสพติดและสแกมเมอร์ ตกลงที่จะเสริมขยายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำลายล้างสแกมเมอร์ตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศด้วยการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล การตัดเส้นทางการเงิน ส่งเสริมความร่วมมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการต่อต้านการฟอกเงิน 

ฝ่ายไทยจะสนับสนุนให้เมียนมามีส่วนร่วมใน Egmont Group เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง นอกจากนี้สองฝ่ายยังจะกระชับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้อง 

ประการที่สี่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม

อันเนื่องมาจากมลพิษข้ามพรมแดนทั้งทางน้ำและอากาศ โดยปัญหาสำคัญที่ภาคประชาชนในประเทศไทยเคลื่อนไหวอย่างหนักเพื่อเรียกร้องให้มีการหาทางแก้ไขโดยเร็วคือ กรณีที่มีการทำเหมืองแร่หายากโดยนักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนในเขตยึดครองของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ปล่อยโลหะหนัก เช่น สารหนู ลงปนเปื้อนในแม่น้ำสำคัญทางเหนือหลายสาย อย่างแม่น้ำกก แม่น้ำรวกและแม่น้ำสาย ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการเกษตรของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำมาระยะหนึ่งแล้ว 

และปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอให้ลุล่วงไปแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาทางการเมียนมามักอ้างว่าไม่มีขีดความสามารถในการเข้าไปบริหารจัดการการทำเหมืองแร่ในเขตยึดครองของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ได้ ทางการไทยก็ได้แต่เพียงขอความร่วมมือหาทางจัดการปัญหาที่ปลายน้ำซึ่งก็ยังไม่ได้ผลเท่าใดนัก

ส่วนมลพิษทางอากาศนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาทำลายเพื่อเปิดพื้นที่ทำการเกษตรในบริเวณรัฐฉานใกล้กับชายแดนไทยทำให้เกิดฝุ่นควันกลายเป็นมลพิษสร้างปัญหาให้กับพื้นที่ภาคเหนือของไทยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ที่ผ่านมายังไม่มีความร่วมมือในการแก้ไขปัญหานี้ระหว่างสองประเทศที่มีประสิทธิภาพมากนัก แต่อย่างไรก็ตามปัญหามลพิษทางอากาศนี้ส่วนหนึ่งก็มีต้นกำเนิดอยู่ในเขตประเทศไทยเองด้วย

ผลการเยือน: ได้มีการลงนามร่วมใน “ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา” ที่ให้มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ได้แก่ มลพิษทางน้ำ และมลพิษอื่น ให้ได้รับการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสาร TOR ฉบับเต็มเพราะต้องการศึกษารายละเอียดของความร่วมมือว่าจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้จริงหรือไม่ ความจริงแล้วปัญหามลภาวะในแม่น้ำนั้นมีผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย ไม่เฉพาะแต่ภาครัฐของไทยและเมียนมาเท่านั้น หากแต่ยังมีทางการจีน กลุ่มกองกำลังติดอาวุธ เฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army – UWSA) ที่มีอิสระในการปกครองตนเองสูง และนักลงทุนจากจีน การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องการแผนงานและแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุมรอบด้าน

ประการที่ห้า ปัญหาเศรษฐกิจ

มี 2 ลักษณะคือ อย่างแรก เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบทำให้เส้นทางการค้าเฉพาะอย่างยิ่งชายแดนด้านแม่สอด-เมียวดีได้รับผลกระทบหรือถูกตัดขาดได้ง่ายๆ เส้นทางคมนาคมได้รับความเสียหาย ผู้ค้า-ผู้ขนส่งสินค้าต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับกองกำลังกลุ่มต่างๆทำให้ต้นทุนในการประกอบการสูงขึ้นหรือบางครั้งทางการเมียนมาต้องการปิดเส้นทางส่งบำรุงหรือท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มต่อต้านหรือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ก็ประกาศปิดด่านอย่างเช่นกรณี การปิดด่านสะพานมิตรภาพ 2 ในระยะที่ผ่านมา

อย่างที่สอง เกิดจากการบริหารงานและนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลเอง เช่น การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทางการไม่สอดคล้องกับตลาดทำให้เกิดสภาพอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตราที่มีความแตกต่างกันมากระหว่างอัตราทางการและอัตราในตลาด หรืออย่างกรณีการนำเข้าสินค้า รัฐบาลก็กำหนดว่าผู้ที่ต้องการนำสินค้าเข้าจะต้องสามารถส่งออกสินค้านำเงินตราต่างประเทศเข้าเมียนมาได้ในปริมาณที่เท่ากัน (export equivalent) ซึ่งทำให้ผู้ที่ทำการค้าในเมียนมาประสบปัญหาอย่างมาก เพราะในความเป็นจริงระบบเศรษฐกิจเมียนมาย่ำแย่ ไม่มีสินค้าส่งออกที่เพียงพอหรือเป็นที่ต้องการของตลาด ยังไม่นับว่าที่ผ่านมา เมียนมาถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ยุโรป และสหราชอาณาจักร ก็ยิ่งทำให้ตลาดหดหายไป

ผลการเยือน: แถลงการณ์ร่วมข้อ 3.2.1 ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการค้าทวิภาคี เพื่อบรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้าทวิภาคี จำนวน 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

3.2.2 ผู้นำทั้งสองยินดีต่อการเปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่สอง (เมียวดี–แม่สอด) อีกครั้ง

3.2.3 ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดตั้งคณะทำงานร่วมว่าด้วยการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อทำหน้าที่ประสานการจัดทำแผนแม่บทด้านความเชื่อมโยงแบบหลายรูปแบบการขนส่ง (multimodal connectivity) ครอบคลุมการคมนาคมทางถนน ทางทะเล ท่าเรือ โดยประเด็นความร่วมมือที่อาจมีการหารือในอนาคต ได้แก่ การพัฒนาความเชื่อมโยงทางทะเลระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือที่เหมาะสมในเมียนมาการส่งเสริมการขนส่งสินค้าชายฝั่งที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมบ้านพุน้ำร้อน–ทิกิ–ทวาย การผลักดันโครงการถนนสามฝ่ายอินเดีย–เมียนมา–ไทย การอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งข้ามพรมแดน ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและศูนย์โลจิสติกส์ที่เหมาะสมบริเวณชายแดน

3.2.6 มีการจัดงานสัมมนาทางธุรกิจระหว่างไทย-เมียนมา (Thailand-Myanmar Business Forum) ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์พูดถึงแต่เพียงเป้าหมายทางการค้า โอกาสและความร่วมมือระหว่างกันเท่านั้น แต่ไม่ได้มีแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมว่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายเช่นว่านั้นได้อย่างไร ในเมื่อสถานการณ์ความไม่สงบและสงครามกลางเมืองยังดำเนินอยู่อย่างในปัจจุบัน และนโยบายอีกทั้งการบริหารงานเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจแต่อย่างใดเลย

ประการที่ 6 ไทยอำนวยความสะดวกเจรจาสงบศึก

ความมุ่งมาดปรารถนาของฝ่ายไทยในอันที่จะเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” ให้กับการเจรจาสงบศึกระหว่างรัฐบาลกับกองกำลังติดอาวุธต่างๆ หลังจากได้เริ่มต้นเชิญคณะกรรมาธิการเจรจาสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติ (National Solidarity and Peacemaking Committee - NSPC) มาหารือในประเทศไทย และการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการของกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union – KNU), พรรคคะเรนนีก้าวหน้า (Karenni National Progressive Party – KNPP), องค์กรเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independent Organization – KIO), สภาฟื้นฟูรัฐฉาน (Restoration Council of Shan State – RCSS), แนวร่วมแห่งชาติชิน (Chin National Front – CNF) และพรรคมอญใหม่ (New Mon State Party – NMSP) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนจะไม่ได้รับเสียงสะท้อนที่ให้ความหวังมากนักว่าจะสามารถดำเนินการสานต่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมได้ เพราะกลุ่มเหล่านี้แม้ว่าจะอยู่ใกล้ชิดกับไทยมานานแต่ระยะหลังกลับไม่ไว้วางใจฝ่ายไทยเท่าใดนักด้วยเกรงว่าจะถูกบีบให้ยอมรับแผนสันติภาพที่มิน อ่อง หล่าย เป็นคนกำหนดขึ้น แม้ว่าบางกลุ่มอย่างสภาฟื้นฟูรัฐฉานและพรรคมอญใหม่จะเคยได้ติดต่อสัมพันธ์กับ NSPC อยู่ก่อนแล้วก็ตาม

นอกจากนี้แล้วบางกลุ่มอย่างเช่น KNU, KNPP, KIO และ CNF เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการก่อกำเนิดสหภาพประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ (the Steering Council for the Emergence of a Federal Democratic Union -SCEF) ก็ต้องการดำเนินการในเรื่องนี้ในลักษณะรวมหมู่ในทิศทางเดียวกันมากกว่า พวกเขาเห็นว่าสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวยให้เปิดการเจรจาสันติภาพได้อย่างเป็นทางการ

ผลการเยือน: แถลงการณ์ข้อ 5 พูดเพียงสั้นๆว่า “ฝ่ายไทยยินดีต่อความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของเมียนมาในการขับเคลื่อนการเจรจาสันติภาพ เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนผ่านกระบวนการที่เมียนมาเป็นเจ้าของและเป็นผู้นำ (Myanmar-owned and Myanmar-led process) ทั้งนี้การสนับสนุนของไทยในเรื่องดังกล่าวโดยมีการหารืออย่างใกล้ชิดกับเมียนมาได้รับการตอบรับด้วยความยินดี”

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยรับปาก มิน อ่อง หล่าย ในอันที่จะเพิ่มความเข้มงวดบริเวณด่านชายแดน ป้องกันไม่ให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตในประเทศไทยถูกส่งไปยังกองกำลังติดอาวุธในฝั่งเมียนมาดูจะไม่ช่วยให้เกิดบรรยากาศที่กลุ่มชาติพันธุ์จะเชื่อใจไทยได้เลยว่าจะไม่ร่วมมือกับตัดมาดอว์กดดันพวกเขาให้จนมุม

ประการที่ 7 บทบาทการเป็นสะพานเชื่อมกับอาเซียนของไทย

ในอันที่จะนำเมียนมากลับสู่การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากกลุ่มอาเซียนได้มีมติห้ามผู้แทนทางการเมืองของเมียนมาเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญของกลุ่ม เช่น การประชุมสุดยอดและการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อกดดันให้เมียนมายอมรับและปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ 

แต่จนถึงปัจจุบันเมียนมาไม่เพียงแต่ไม่ใยดีต่อมาตรการดังกล่าว รัฐสภาของเมียนมายังมีมติเมื่อเร็วๆ นี้ปฏิเสธฉันทามติ 5 ข้อ ไม่ยอมให้ผู้แทนพิเศษอาเซียนได้มีโอกาสพบอองซานซูจี ทำให้รัฐบาลไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ไม่เพียงให้การยอมรับนับถือเชิดชูรัฐบาลที่มาจากเผด็จการทหารที่ทำลายประชาธิปไตย สังหารประชาชนและละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางเท่านั้น หากแต่ยังทำให้กลุ่มอาเซียนเสียความน่าเชื่อถือไปด้วย

ผลการเยือน: แถลงการณ์ร่วมข้อ 4.3 กล่าวว่า “ฝ่ายไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและทำงานร่วมกับเมียนมาอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมการเข้าร่วมของเมียนมาในกลไกและกระบวนการต่าง ๆ ของอาเซียนให้เป็นไปอย่างเต็มที่และเท่าเทียม ตามกฎบัตรอาเซียน หลักการ และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายเมียนมาแสดงความขอบคุณต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในการอำนวยความสะดวกให้ความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียนกลับมาเป็นปกติ” แต่ไม่มีแม้แต่สักคำเดียวที่จะยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ของฉันทามติ 5 ข้อในฐานะที่เป็นเอกสารหลักที่ใช้ในการรับมือและแก้ไขวิกฤตการณ์ในเมียนมา

กล่าวโดยสรุป ผลการเยือนของมิน อ่อง หล่ายจึงอาจถือเป็นความสำเร็จในทางการทูตของรัฐบาลเมียนมา ที่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งได้รับการยอมรับและสามารถกลับมาดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ตามปกติ 

แต่สำหรับประเทศไทย ผลลัพธ์กลับมีความชัดเจนน้อยกว่ามาก เพราะปัญหาสำคัญทั้ง 7 ประการที่ไทยกำลังเผชิญนั้นมิได้เกิดจากการขาดการติดต่อระหว่างรัฐบาลทั้งสอง หากแต่มีรากฐานมาจากสงครามกลางเมือง ความกระจัดกระจายของอำนาจรัฐ และความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาลเมียนมาเอง การเพิ่มระดับความสัมพันธ์ทางการทูตเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปได้

โจทย์ของไทยหลังการเยือนครั้งนี้จึงไม่ควรอยู่ที่ว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลมิน อ่อง หล่าย หรือไม่ เพราะด้วยภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ แรงงานและความมั่นคงตามแนวชายแดน ไทยไม่มีทางหลีกเลี่ยงการติดต่อกับรัฐบาลเมียนมาได้ หากแต่ต้องเปลี่ยนจากการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วไปสู่การแก้ปัญหาซึ่งทุกความร่วมมือควรมีเป้าหมาย วิธีดำเนินการ ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดความก้าวหน้าที่ชัดเจน ตั้งแต่การป้องกันผลกระทบจากการสู้รบข้ามแดน การจัดระบบแรงงาน การปราบปรามสแกมเมอร์ การแก้มลพิษในแม่น้ำ ไปจนถึงการรักษาเส้นทางการค้าชายแดน มิฉะนั้นข้อตกลงจำนวนมากจากการเยือนครั้งนี้ก็อาจเหลือเพียงรายการแสดงเจตนารมณ์ที่ไม่สามารถวัดผลได้

ที่สำคัญ ไทยไม่ควรทึกทักเอาเองว่ารัฐบาลในกรุงเนปิดอว์เป็นคู่เจรจาที่สามารถตอบโจทย์ของไทยได้ทั้งหมด เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลและกองทัพเมียนมาไม่สามารถปกครองประเทศตัวเองได้ 100% อำนาจควบคุมพื้นที่ชายแดนจำนวนมากอยู่กับกองกำลังชาติพันธุ์และฝ่ายอื่นๆ การแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อไทยจึงจำเป็นต้องใช้การทูตหลายระดับ ติดต่อทั้งรัฐบาลส่วนกลาง ผู้มีอำนาจในพื้นที่ กลุ่มชาติพันธุ์ ภาคประชาสังคม ตลอดจนประเทศที่มีอิทธิพลต่อปัญหาแต่ละเรื่องโดยไม่จำเป็นต้องตีความว่าการติดต่อกับผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมา

หลักการเดียวกันควรนำมาใช้กับความพยายามในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านสันติภาพและการนำเมียนมากลับเข้าสู่อาเซียนด้วย ไทยไม่ควรให้คำมั่นว่าจะช่วยฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับอาเซียนให้กลับเป็นปกติโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะการกลับเข้าสู่อาเซียนอย่างเต็มรูปแบบไม่ใช่อำนาจตัดสินใจของไทยแต่เพียงประเทศเดียว และยิ่งไม่ควรเกิดขึ้นโดยแยกออกจากความคืบหน้าในการแก้ไขวิกฤตภายในเมียนมา หากไทยต้องการทำหน้าที่เป็นสะพานจริง สะพานนั้นจะต้องทอดไปถึงทุกฝ่าย มิใช่เชื่อมกรุงเทพฯ กับเนปิดอว์เพียงเท่านั้น

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายไทยต่อเมียนมาไม่ควรวัดจากความถี่ของการเยือน จำนวน MOU ที่ลงนามกันหรือระดับของพิธีการทางการทูต หากต้องวัดจากคำถามที่ง่ายและตรงกว่านั้นว่าหลังจากการเยือนครั้งนี้ ชายแดนไทยปลอดภัยขึ้นหรือไม่ จำนวนอาชญากรรมและสแกมเมอร์ลดลงหรือไม่ จัดการแรงงานได้ดีขึ้นหรือไม่ มลพิษข้ามแดนได้รับการแก้ไขที่ต้นทางหรือไม่ การค้าชายแดนมีเสถียรภาพขึ้นหรือไม่ และไทยสามารถช่วยสร้างพื้นที่สำหรับกระบวนการสันติภาพที่ทุกฝ่ายไว้วางใจได้มากขึ้นหรือไม่ 

หากยังตอบปัญหาเหล่านี้ได้ไม่ชัดเจน การเยือนของมิน อ่อง หล่ายก็อาจเป็นก้าวสำคัญของการกลับคืนสู่เวทีระหว่างประเทศของเมียนมา มากกว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย